บทที่ 13 ใครโง่กว่ากัน ประเดี๋ยวพวกเจ้าก็รู้

ก่อนจะพากันเดินไปช่องทางที่ลอบเข้ามาในตอนแรก กวงเจินคลานออกไปคนแรก เพื่อรอรับหลิงเฟิ่ง

“เร็วเข้า” หวงหลานดันก้นหลิงเฟิ่งให้รีบคลานออกไปเร็วๆ ก่อนที่นางจะตามออกมาเป็นคนสุดท้าย

ทั้งสามเดินไปที่ภูเขา ที่อยู่ด้านหลังของเรือนตระกูลซ่ง หลิงเฟิ่งก็อดที่จะชื่นชมสตรีทั้งสองไม่ได้ ระหว่างทางที่เดินมาล้วนแต่ไม่พบชาวบ้านเลยสักคน

จะพบได้อย่างไร เมื่อภูเขาที่อยู่ทางหลังเรือนตระกูลซ่ง ชาวบ้านไม่ค่อยจะมาหาของป่า ด้วยอีกฟากหนึ่งมีของป่าให้หามากกว่า หากหาที่ภูเขาลูกนี้ทั้งวันยังไม่รู้เลยว่าของที่หาได้จะเต็มตะกร้าหรือไม่

อีกทั้งนายพรานในหมู่บ้านยังพบสัตว์ร้าย พอนำเรื่องมาบอกต่อๆ กัน จึงไม่ค่อยมีผู้ใดมาหาของป่าที่ภูเขาลูกนี้

หลิงเฟิ่งจดจำทางกลับเรือนไว้ในใจ นางเด็ดดอกหญ้าที่ขึ้นข้างทางมาโยนใส่หัวของสตรีทั้งสองไปด้วย

“นังบ้า!!! เอ่อ อาเฟิ่งเจ้าอย่าเล่นเช่นนี้ มันจะเลอะ” หวงหลานรีบเปลี่ยนคำพูด เมื่อฝ่าเท้าของหลิงเฟิ่งหยุดนิ่ง แล้วนางค่อยๆ ถอยเท้าไปด้านหลัง ราวกับว่าหากด่านางออกมา นางจะวิ่งกลับเรือน

“ไปเร็วเถิด หากสายกว่านี้ จะไม่ได้เห็นดอกไม้ที่งดงามบนเขานะ” กวงเจินเดินเข้ามาลากแขนของหลิงเฟิ่งให้เดินต่อ

หากมิใช่ว่าหวงหลานรับปากนาง หากชุยหยุนแต่งหวงหลานเข้าเรือนตระกูลซ่ง นางจะรับกวงเจินเข้ามาเป็นภรรยาอีกคน แม้ร่างกายของชุยหยุนก่อนหน้านี้จะใกล้จะลงหลุมทุกที แต่ตอนนี้เขาก็ดูดีขึ้นไม่น้อยแล้ว

 เมื่อก่อนชุยหยุนนับว่าเป็นที่หมายปองของสาวๆ ในหมู่บ้าน ตัวเขาร่ำเรียนมาตั้งแต่อายุเพียงสิบหนาว พอสูญเสียบิดาเมื่อห้าปีก่อน เพิ่งจะหยุดเรียนไป ด้วยไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายค่าเรียนและเครื่องเขียนของเขาทุกปี

แต่ก็นับว่าเขาเก่งไม่น้อย ถึงจะไม่ได้ร่ำเรียนก็ยังคงศึกษาตำราด้วยตนเองเสมอ ไหนจะรับงานคัดตำรามาเขียนที่เรือน ทำให้มีรายได้เข้ามาใช้จ่ายได้อย่างคล่องมือ แต่พออาการทรุดหนักลง เงินที่เก็บสะสมไว้เพื่อเข้าเรียนต่อ ก็ถูกใช้จ่ายออกไปราวกับน้ำป่าทะลัก เงินก้อนสุดท้ายในเรือน คือค่าตัวของหลิงเฟิ่งที่จ่ายให้ตระกูลหลี่

เดินเข้ามาด้านในภูเขา คงมีเพียงหลิงเฟิ่งเท่านั้นที่ยังดูสนุกสนานอยู่ ผิดกับสตรีทั้งสองนางที่ตั้งใจจะเข้าไปให้ลึกกว่านี้ แต่ขาของพวกนางมันทรยศ ไม่อาจก้าวเดินต่อได้

“อาเฟิ่ง เจ้าเห็นต้นไม้ใหญ่ด้านในหรือไม่” หวงหลานเดินเข้ามาจับข้อมือของหลิงเฟิ่งเอาไว้

“นั่นรึ” นางชี้มือไปที่ต้นไม่ใหญ่ ที่อยู่ห่างไม่น้อยเลย

“ใช่แล้ว เจ้าไปเก็บดอกไม้ตรงนั้น พวกข้าจะเก็บอยู่ตรงนี้ หากข้าไม่เรียกก็ไม่ต้องออกมา เข้าใจหรือไม่” นางค่อยๆ พูดทีละคำเพื่อให้หลิงเฟิ่งฟังรู้เรื่อง

“ไม่” นางส่ายหน้าอย่างไม่ยินยอม

“นัง...เอ่อ เอาแบบนี้พวกข้าตามเข้าไปไม่ได้ หากเจ้าเก็บเสร็จแล้ว ข้าจะพาไปซื้อปิ่นงามๆ ดีหรือไม่” กวงเจินเข้ามาช่วยพูดอีกคำ

“เอาเลย” นางชี้มือไปที่ปิ่นที่ปักอยู่บนหัวของทั้งสองคน ก่อนจะเข้าไปดึงแย่งเอามาไว้ในมือ

“นังบ้า!!! เอา...” กวงเจินจะเข้ามาแย่งปิ่นในมือของหลิงเฟิ่ง แต่ถูกหวงหลานดึงรั้งเอาไว้เสียก่อน

“ให้นางไป ข้าจะไปซื้อให้เจ้าใหม่” นางเอ่ยกระซิบเสียงเบา

หลิงเฟิ่งที่ได้ปิ่นของทั้งสองมาแล้ว นางก็ปักปิ่นไว้บนผมของนางทันที

“ได้ปิ่นไปแล้ว เจ้าก็รีบเข้าไปเก็บดอกไม้เสียสิ” กวงเจินอยากจะออกไปจากป่าใจแทบขาดแล้ว นางจึงดันตัวหลิงเฟิ่งให้ออกเดิน

หลิงเฟิ่งเดินกระโดดโลดเต้นไปตลอดทาง โดยไม่ได้หันมาสนใจสตรีทั้งสองที่ทิ้งนางให้เข้าไปเพียงผู้เดียว กวงเจินกับหวงหลานเมื่อเห็นว่าหลิงเฟิ่งไม่ได้หันมาสนใจ ต่างก็รีบเร่งฝีเท้าเดินออกไปจากป่าเพื่อกลับหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว

หลิงเฟิ่งเดินไปได้เพียงแค่ครึ่งทาง เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นว่าทั้งสองหายตัวไปเสียแล้ว นางจึงได้เข้าไปภายในมิติของนางแทน

“ใครโง่กว่ากัน ประเดี๋ยวพวกเจ้าก็รู้” หลิงเฟิ่งมองปิ่นในมืออย่างนึกสนุก

กวงเจินและหวงหลานคงคิดว่านางจะตายอยู่ในป่า จึงไม่ได้สนใจหากจะมีปิ่นของพวกนางติดตัวหลิงเฟิ่งมาด้วย หลิงเฟิ่ง นางทำสัญลักษณ์ไว้ตามทางที่เดินเข้ามา หากจะออกไปนางจะได้ไม่หลง

จูซื่อกับชุยหยุน เมื่อเดินทางเข้ามาถึงในเมือง ต่างก็แยกย้ายไปจัดการเรื่องของตนเอง จูซื่อไปส่งผ้าที่ร้านประจำของนาง ทั้งยังซื้อผ้าใหม่มาไว้ตัดชุดให้หลิงเฟิ่งด้วย

ชุยหยุน เจ้าของร้านตำรา เพียงแค่เห็นหน้าเขาก็ดีใจจนเดินออกมารับเขาที่หน้าประตูร้านด้วยตนเอง

“อาหยุน เจ้าหายดีแล้วรึ” เขามองสำรวจชุยหยุนก็เห็นว่าสีหน้าของเขาดีกว่าแต่ก่อนมากนัก

“ดีขึ้นขอรับ แต่ยังมิหายขาด เอ่อ...เถ้าแก่ ข้าจะกลับมาคัดตำรา ไม่ทราบว่า...”

“ดี ๆ บัณฑิตไม่น้อย ต่างบ่นเสียดายที่รู้ว่าเจ้าเลิกคัดตำรา หากรู้ว่าเจ้ากลับมาคัดตำราอีกครั้ง คงต้องรีบเข้ามาจับจองกันแน่” เขายิ้มกว้างออกมาอย่างยินดี ก่อนจะให้เสี่ยวเอ้อ ไปนำตำรามาให้ชุยหยุน พร้อมทั้งกระดาษ เครื่องเขียน โดยไม่คิดเงินสักเหรียญทองแดง

“ค่ากระดาษ น้ำหมึก ไว้ท่านหักเงินหลังจากที่ข้านำตำรามาส่งได้หรือไม่ขอรับ”

“ไม่ต้องๆ เจ้ากลับมายอมคัดตำรา ข้าก็ขอบคุณสวรรค์ไม่ทันแล้ว” นับตั้งแต่ที่ชุยหยุนเลิกคัดตำราไป รายได้ของทางร้านก็ลดลงไปไม่น้อย

ตัวอักษรของชุยหยุน ทั้งงดงาม และอ่านง่าย คำผิดก็ไม่มี ทำให้บัณฑิตทั้งหลายในเมืองตงเฉิงต้องการตำราที่เขาคัดลอก เป็นเช่นนี้เถ้าแก่ร้านตำรา ยอมออกค่ากระดาษน้ำหมึก ไม่กี่ตำลึงจะไม่คุ้มค่าได้อย่างไร

บทก่อนหน้า
บทถัดไป